29 มกราคม 2552

"จากเด็กกิจกรรมสู่วิถีชุมชน"



"จากเด็กกิจกรรมสู่วิถีชุมชน"

แรกเริ่มเดิมทีจากเด็กชนบทในเมืองเล็กๆที่คิดอยากออกนอกระบบ
ไม่อยากเรียนหนังสือ อยู่ในวิถีปัญญาปฏิบัติของครอบครัว
สู่รั้วมหาวิทยาลับด้วยหัวใจอันห่อเหี่ยวและอ่อนล้า และหาทางออกด้วยวิถีวัยรุ่น
ที่เน้นท้วงทำนอง ลีลาจังหวะที่อึกทึกหึกเหิมและเอาชีวิตเป็นเดิมพันด้วยน้ำเมา
ดำรงอยู่กับความโกรธ เกียจ และตีตรา ประนามหยามเหยียดผู้คนรอบข้างอยู่ตลอดเวลา
ออกเดินทางแสวงหาที่ทางของตนเอง เริ่มด้วยการออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท
การพัฒนาสิ่งแวดล้อมและสภาพของสังคมนั้นๆ และยังคงมุ่มมั่นฟันฝ่าหาที่ทาง
จนเข้าขั้น NGO เต็มรูปแบบในด้านสังคมของผู้ป่วยที่มีผลกระทบจากเชื้อ HIV
และงานด้านเยาวชนช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของจังหวัดเชียงราย จนเข้ามาถึงวิถีชุมชนขวัญเมือง
ชุมชนที่แวดล้อมด้วยผู้คนที่มีแนวคิดด้านมนุษย์ ศาสนาและปรัชญา ซึ่งเรารู้สึกว่าแปลก
และทึ่งมาก ณ ขณะนั้น เขาคุยเช้า คุยเย็น และคุยกันตอนค่ำ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ๒ ปีกับ ๑ เดือน
เราได้เรียนรู้และฝึกฝนพร้อมทั้งปัญญาปฏิบัติที่สั่งสมมาไม่ว่าจะเป็น นักเรียนการละครบำบัดเบื้องต้น
การเรียนรู้และพัฒนาด้านใน การเรียนรู้การเป็นผู้นำกระบวนการ อันมีรากฐานของสุนทรียสนทนา
จนนำวิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมามาเป็นผู้ช่วยโครงการเยาวชนของ สสส. อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา ๖เดือน
นำโดยอาจารย์ธนัญธร เปรมใจชื่น โครงการสร้างทางชีวิตใหม่ ให้ครอบครัวอบอุ่น
โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ ร่วมกับศาลเยาวชนและครอบครัว จ.นครสวรรค์
ศาลที่นำเยาวชนที่กำลังจะถูกตัดสินให้เข้าไปอยู่ในสถานพินิจ มาจัดบรรยากาศการเรียนรู้
และอบรมอยู่ร่วมกันเป็นเวลา ๓ คืน ๔ วันเป็นครั้งที่ ๓แล้วและจัดอย่างต่อเนื่องทุกๆ ๓ เดือน
นำโดย ครูนา อาจารย์อังคณาและเป็นอาสาสมัครงาน ฤดูกาลแห่งชีวิตหนทางแห่งหารเยียวยาเป็น
โครงการที่ได้รับทุนจาก สสส. นำโดย คุณอรทัย ชะฟูและคุณญาดา สันติสุขสกุล
กระบวนกรหลังของสถาบันขวัญเมือง มูลนิธิสังคมวิวัฒน์ รวมถึงการทำงานด้านในของตัวเอง
จากคนที่เกรี้ยวกราด ฉุนเฉียว โมโหร้าย กลับกลายมาสงบนิ่งได้ระดับหนึ่ง
จึงทำให้เราชื่นชมตัวเองได้มากขึ้น อยู่ร่วมกับผู้คนรอบข้างได้มากขึ้น
และจากที่เคยรังเกียจตัวเอง และทับถมคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้นนั้นค่อยๆจางหายไป
โชคดีที่ไม่เคยย้อท้อและหมดหวัง กับตัวเองเลยทำให้เจ็บแล้วเจ็บเล่าอยู่บ่อยครั้ง
แต่ก็ยังลุกขึ้นได้ใหม่ อย่างสง่างามได้อีก และนี่ก็เป็นแรงบันดาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะดำรงชีวิต
การทำงานเพื่อนคนอื่นและสังคม ในศาสตร์แขนงนี้ ทืี่รักและสนใจมานานแต่ยังหาที่ทางไม่ได้
นี่ก็นับว่าเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่จะต้องฝึกฝนตัวเองอย่างจริงจัง และนี่คือผลที่มาจากเหตุ
การเผยออกคือการเยียวยา วงสนทนามาเมื่อไร ก็ทำให้หัวใจเราเบิกบานทุกครั้งไป
อะไรหนอที่มาบดบังดวงตาของเราไว้ อะไรหนอที่มาปิดกันกั้นหัวใจเรา
หูหนวก ตาบอดให้มองข้าม "ไดอะล๊อก" ที่มีมานมนาน ตามแบบวิถีปู่ ย่า ตา ยาย
วงคุยตามแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นมะขามที่หน้าบ้านเรามันหดหายไปไหนเสียแล้ว
แต่กลับกลายเป็นคำสั่งสอน เน้นการปลุกฝังให้ลูกหลานเราก้าวให้ทันโลกของเทคโนโลยี
ก้าวให้ทันกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป วิ่งตามกระแสสังคม และฟังเสียงของคนอื่น
แต่เป็นที่น่าอนาจใจที่พวกเราลูกหลานกลับไม่ถูกสอนให้รู้จักและเท่าทันตัวเอง
และเราจะยังส่งทอดสิ่งเหล่านี้ให้ลูกหลานเราอีกหรือไร?